รวมทศชาติชาดก พุทธประวัติของพระพุทธเจ้าสมัยเป็นพระโพธิสัตย์บำเพ็ญบารมี 10 ชาติสุดท้ายก่อนตรัสรู้

Watch

ความคิดเห็น (0)
ส่งต่อ (0)

ชุดใส่บาตร 1 ประกอบไปด้วย

- ข้าวสวย 1 ถุง

- กับข้าว 1 ถุง

- ขนมหวาน 1 ถุง

- น้ำผลไม้ 1 กล่อง

- ดอกไม้ 1 กำ

ความคิดเห็น (0)
ส่งต่อ (0)

Watch

ความคิดเห็น (0)
ส่งต่อ (0)

การศึกษาพระอภิธรรมทางไกล : ปริจเฉทที่ 1-2-6 ปรมัตถธรรม 4 พระอาจารย์บัณฑิต ญาณธีโร (วิดีโอต่อเนื่อง)

Watch

 

ความคิดเห็น (0)
ส่งต่อ (0)

 

Watch

ตามรอยพระพุทธเจ้า ตอนที่ 1 สู่ต้นกำเนิดแม่น้ำคงคา

     การเดินทางของเราเริ่มต้นขึ้นที่ โกลกาต้า จากเมื่อ 300 ปีมาแล้ว ที่นี่คือ อดีตเมืองหลวงของประเทศอินเดีย ในยุคที่เป็นอาณานิคมของอังกฤษ โกลกาต้า จากหมู่บ้านท่าเรือเล็ก ๆ ถูกพัฒนาให้เติบโตเป็นศูนย์กลางการค้าใหญ่ของทวีปเอเชีย แต่ด้วยการหลั่งไหลของคนถิ่นอื่น กาลเวลาในตอนนี้ ได้เปลี่ยนเมืองหลวงแห่งนี้ ให้กลายเป็นเพียงอดีต ที่ทิ้งร่อยรอยของอารยธรรมครั้งก่อนไว้ให้รุ่นต่อไป และเส้นทางในครั้งนี้ จุดหมายข้างหน้าคือ นาคปุระ เมืองเล็ก ๆ ที่อยู่ตอนกลางของประเทศอินเดีย เพื่อไปร่วมงานชุมนุมชาวพุทธครั้งใหญ่ ที่จะมีชาวอินเดีย นับถือศาสนาพุทธมารวมตัวกันหลายแสนคน ประเทศอินเดีย มีผู้คนหนาแน่นกว่า 1 พันล้านคน และในจำนวนนี้ กว่า 9 ร้อยล้านคน นับถือศาสนาฮินดู ทั้งที่อินเดียเป็นถิ่นกำเนิดของศาสนาพุทธ แต่ศาสนาพุทธ ก็ได้หายไปจากอินเดียนานกว่า 700 ปี แล้วทำไมวันหนึ่ง ชาวอินเดียจำนวนหนึ่ง จึงได้หวนกลับมานับถือศาสนาพุทธอีกครั้ง ชาวอินเดียกลุ่มนี้เป็นใคร และมีเหตุผลอย่างไร ในการมารวมตัวกันครั้งนี้ ติดตามเรื่องราวต่อจากนี้ได้ใน สารคดี เรื่อง ตามรอยพระพุทธเจ้า EP.01 สู่ต้นกำเนิดแม่น้ำคงคา

 

ตามรอยพระพุทธเจ้า ตอนที่ 2 ค้นหาแผ่นดินเกิดพระพุทธเจ้า

     ลุมพินี ชื่อสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า อยู่ตรงส่วนไหนของโลก ลุมพินีกับริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ อยู่ห่างกันแค่ไหน พระพุทธเจ้าทรงไปเผยแผ่ธรรมของพระองค์อย่างไร สถานที่ปรินิพพาน อยู่ตรงส่วนไหนของประเทศอินเดีย ซึ่งในตอนนี้ จะพาท่านไปเห็นโดยละเอียดว่า เส้นทางพุทธประวัติ อยู่ตรงไหน และสภาพภูมิศาสตร์ของชมพูทวีป ในยุค 2,500 ปีก่อนนั้น เป็นอย่างไร และที่สำคัญมีการค้นพบ เมืองโบราณที่มีหลักฐานเป็นไปได้ว่า ที่นั่นคือ เมืองกบิลพัสดุ์ เมืองหลวงของแคว้นสักกะ ซึ่งเป็นที่ตั้งพระราชวังของเจ้าชายสิทธัตถะ  

    พร้อมพาไปตามรอยเส้นทาง ความเพียรพยายามมาเป็นร้อยปี ของนักโบราณคดี ก็ได้พบเมืองโบราณกบิลพัสดุ์ ในเนปาล พร้อมกับเสาอโศกถึง 3 ต้นในละแวกนั้น พวกเขายืนยันว่า เมืองโบราณเป็นพระราชวังของเจ้าชายสิทธัตถะจริง ขณะเดียวกัน คำถามที่ท้าทายพวกเขาก็คือ พระเจ้าอโศก ลำเลียงเสาหินอโศกที่หนักกว่า 120 ตัน มาจากอินเดียได้อย่างไร นอกจากนี้ ยังมีการขุดสำรวจเจดีย์ที่เมืองเทวทหะ สถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ของพระพุทธเจ้าองค์ที่ 8 ที่พระไตรปิฎกระบุว่า อยู่ที่เมืองนี้ แต่ยังไม่มีใครหาพบมานานกว่า 2,500 ปี โดยตามพระพุทธประวัติ กล่าวไว้ว่า ภายหลังจากถวายพระเพลิง พระพุทธสรีระ ที่กุสินารา ได้มีการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุเป็น 8 ส่วน ให้แก่กษัตริย์ 8 พระนคร อันเชิญไปประดิษฐานที่เมืองของตน เวลาผ่านไป 200 ปีต่อมา ในสมัยพระเจ้าอโศก ทรงมีพระประสงค์จะปฏิสังขรณ์ฯ จึงโปรดให้มีการไปค้นหาพระบรมสารีริกธาตุ ตามเมืองต่าง ๆ ทั้ง 8 แห่ง แต่ทรงขุดมาได้เพียง 7 แห่งเท่านั้น และที่ลุมพินีนี่เอง เราได้พบกับทายาทของคนที่มีเชื้อสายตระกูลศากยะวงศ์ ซึ่งเป็นชื่อตระกูลเชื้อสายเดียวกับพระพุทธเจ้า พวกเขาเป็นใคร มาจากไหน 

 

ตามรอยพระพุทธเจ้า ตอนที่ 3 ความจริงอันยิ่งใหญ่ที่พุทธคยา

     การเดินทางในตอนนี้ จะเริ่มต้นด้วยการพาไป ตามรอยพระพุทธเจ้า ที่แม่น้ำเนรัญชรา สถานที่ประทับการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ซึ่งนักโบราณคดี ได้พบขุดพบหลักฐานหลายแห่ง ที่กล่าวไว้ในพุทธประวัติ ทั้งบ้านนางสุชาดา ผู้ถวายข้าวมธุปายาส จากนั้น จะพาไปถ้ำ ที่พระพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญเพียร ด้วยการทรมานร่างกาย และต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นไม้ที่พระพุทธเจ้า ทรงประทับตรัสรู้ ซึ่งในปัจจุบันชาวพุทธรู้กันดีในชื่อ พุทธคยา แต่ในครั้งอดีต ย้อนไปในยุคหลังจากพุทธศตวรรษที่ 18 พุทธคยา ได้รับผลพวงจากภัยสงคราม และความเสื่อมถอยในศรัทธาของผู้คน จนพุทธคยา ถูกละทิ้ง รกร้าง จมดิน ปล่อยให้ต้นไม้ขึ้นปกคลุมนานกว่า 200 ปี และมหาโพธิวิหาร จมอยู่ในดินลึกกว่า 10 เมตร และการบูรณะได้เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2419

     แต่ก่อนที่ พุทธคยา จะมีชาวพุทธเข้ามาดูแลนั้น บริเวณที่ดินแห่งนี้ อยู่ในการครอบครองของตระกูลมหันต์ จนกระทั่งราว 100 กว่าปีก่อน ท่านธรรมปาละ ซึ่งเป็นชาวพุทธ ที่มาจากลังกาได้มาเจรจาขอให้ชาวพุทธ ได้เข้าไปดูแลพุทธคยา และพระศรีมหาโพธิ์ แต่กลับทำให้เกิดข้อพิพาทอย่างรุนแรง กินเวลานานเกือบ 60 ปี กว่าที่มหันต์ จะยอมให้ชาวพุทธได้มีสิทธิเข้าพุทธคยาได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ได้ยุติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหตุใดข้อพิพาทที่รุนแรงถึงได้ยุติ บทสรุปของการยุติเรื่องนี้ เกิดขึ้นอย่างไร ในตอนนี้ จะพาไปพูดคุยกับผู้นำสูงสุดทางจิตวิญญาณ ความเชื่อพวกมหันต์ โดยมีฐานะเป็น หัวหน้านักบวชมหันต์ คนที่ 18 จะมาบอกเล่าข้อมูลความจริง สิ่งที่เชื่อมโยงความศรัทธาของมหันต์ถึง พระพุทธเจ้า ที่น้อยคนจะรู้จักกัน

 

ตามรอยพระพุทธเจ้า ตอนที่ 4 พาราณสี จากนคร 4,000 ปี สู่ยุคพุทธกาล

    พาราณสี เมืองโบราณเก่าแก่ที่สุด เมืองหนึ่งของอินเดีย ตามหลักฐานโบราณคดี พบการมีอยู่มาตั้งแต่ ก่อนสมัยพุทธกาล โดยในยุคนั้น คือ เมืองหลวง แคว้นกาสี และปัจจุบันนี้ มีอายุมากกว่า 4,000 ปี พาราณสี ได้ขึ้นชื่อว่า เป็นฐานที่มั่น ทางศาสนาพราหมณ์ อันแข็งแกร่ง ยากที่ความเชื่ออื่นใด สามารถเข้ามาแทรกได้

     ครั้งนี้ จะพาไปดูบรรยากาศ เมืองพาราณสี กับวิถีชีวิตผู้คน ในชุมชนเมืองเก่าแห่งนี้ เมืองที่ผู้เชี่ยวชาญ กล่าวไว้ว่า จากการศึกษา สภาพสังคมชาวอินเดีย จากชาดก และพระไตรปิฎก ระบุว่า ตลาดขายสินค้า ในสมัยพุทธกาล มีลักษณะเป็นห้องแถว ยาวเรียงต่อกันไป ร้านค้าแต่ละร้าน ไม่มีหน้าต่าง หันหน้าร้านเข้าถนน และร้านค้าส่วนใหญ่ ที่อยู่บนถนนเดียวกัน มักจะขายสินค้าชนิดเดียวกัน ปัจจุบันนี้ แตกต่างเพียงแต่สินค้า ที่นำมาค้าขายนั้น เปลี่ยนรูปแบบไปตามกาลเวลา

     แม้การตรัสรู้ จะยากยิ่งขนาดไหน แต่สิ่งที่ยากยิ่งกว่านั้น คือ การเผยแผ่พระธรรม ซึ่งในตอนนี้ จะพาไปดูข้อมูลเชิงลึก เกี่ยวกับเส้นทาง ตามรอยพระพุทธเจ้า เผยแผ่พระธรรมครั้งแรก โดยเส้นทางเริ่มต้นที่ พุทธคยา ภายหลังจากที่ พระพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้แล้ว พระองค์ได้ทรงเดินทาง เป็นแรมเดือนไปที่ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี เพื่อทรงแสดงพระธรรม ต่อปัญจวัคคีย์ ทั้ง 5 ในคืนวันเพ็ญ เดือน 8 ซึ่งปัจจุบัน เรียกวันดังกล่าวว่า วันอาสาหฬบูชา

     และในคลิปนี้จะมีโอกาส ได้สัมผัสการดูที่ใกล้ชิด พระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธเจ้า (ของจริง) โดยครั้งนี้ ทางทีมงาน ได้ไปร่วมบันทึก เก็บภาพบรรยากาศ งานบูชาพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งเป็นการจัดงานบุญ ประจำปี ที่ยิ่งใหญ่ ของเมืองสารนาถ แต่ด้วยกิจกรรมนี้ จึงต้องมีการนำออกมาจากห้องนิรภัย ซึ่งนอกจาก นำออกมาให้ชาวพุทธ ได้บูชาใกล้ชิด ยังมีการจัดขบวนช้าง แห่นำไปยังสถานที่ที่เชื่อว่า เป็นสถานที่แสดงธรรมเทศนาครั้งแรกที่เกิดขึ้น

 

ตามรอยพระพุทธเจ้า ตอนที่ 5 เปิดประตูเมือง ราชคฤห์

    ในตอนนี้ตามรอยพระพุทธเจ้า บนเส้นทาง 3 ใน 5 แคว้นที่ยิ่งใหญ่ ในยุคสมัยพุทธกาล ซึ่งทั้ง 5 แคว้นใหญ่ ได้แก่ แคว้นมคธ แคว้นวัชชี แคว้นโกศล แคว้นอวันตี และแคว้นวังสะ และแคว้นที่ยิ่งใหญ่มากที่สุด คือ แคว้นมคธ ที่ปกครองโดยพระเจ้าพิมพิสาร มีกรุงราชคฤห์ เป็นเมืองหลวง จากภูมิประเทศของ กรุงราชคฤห์ ที่ถูกโอบล้อมไว้ด้วย กำแพงธรรมชาติ เป็นภูเขาสูงใหญ่ถึง 5 ลูก จึงได้ชื่อว่า เบญจคีรีนคร ซึ่งย้อนกลับไปเมื่อ 2,500 ปีก่อน ที่นี่เป็นเมืองสำคัญ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ ศาสนา และปรัชญา ยังเป็นแหล่งชุมนุมของพวกพ่อค้า และจ้าวลัทธิต่าง ๆ มากมาย

     เหตุใด พระพุทธเจ้า ทรงเลือกที่จะเดินทางมาประกาศ พุทธศาสนา ภายในกรุงราชคฤห์ เมืองหลวงของแคว้นมคธ ซึ่งเป็นแคว้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ 5 แคว้น และทรงมีวิธีการอย่างไร ที่จะโน้มนำความเชื่อดั้งเดิมของผู้คน ที่มีศรัทธาอยู่แล้ว ให้เปลี่ยนมายอมรับในพุทธศาสนา ในตอนนี้ จะพาไปตามรอย การวิเคราะห์เรื่องราวเหล่านี้ จากสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคสมัยพุทธกาล พร้อมทั้งได้มีการสร้างรูปแบบ สถาปัตยกรรมจำลองภาพเสมือน ด้วยเทคนิคคอมพิวเตอร์กราฟฟิก แสดงแผนผังที่ตั้ง การจัดวางพระราชวัง กำแพงเมือง ประตูเมือง ของกรุงราชคฤห์ เมืองหลวงแห่งแคว้นมคธ

     จะพาไปรู้จักกับอีกหนึ่งศาสนา ที่มีอยู่ในกรุงราชคฤห์ ซึ่งเป็นศาสนาที่เกิดในยุคเดียวกับศาสนาพุทธ และมีแนวคิดหลายอย่างคล้ายกัน แต่มีความแตกต่างกันที่แนวทางปฏิบัติ ซึ่งนักบวชศาสนานี้ มีการทรมานตนอย่างสุดโต่ง นั่นคือ ศาสนาเชน

     สำหรับเมืองสาวัตถี เมืองหลวงแห่งแคว้นโกศล เมืองที่ศาสนาพุทธ มีความรุ่งเรืองอย่างมาก และแคว้นนี้ ยังถือว่าเป็น 1 ใน 5 แคว้นที่ทรงอำนาจยิ่งใหญ่ในยุคพุทธกาล แต่ปัจจุบันไม่มีชื่อ เมืองสาวัตถี ปรากฏอยู่ในแผนที่ประเทศอินเดีย ไม่มีใครรู้ว่า เมืองสาวัตถี อยู่ที่ตรงไหน จนกระทั่งนักโบราณคดีชาวอังกฤษ ได้ไปค้นพบเมืองโบราณขนาดใหญ่ ทางตอนเหนือของ รัฐอุตตรประเทศ ปัจจุบัน ภายในเมืองโบราณสาวัตถี แห่งนี้ มีพุทธศาสนิกชนจำนวนมาก พร้อมใจกันนำดอกไม้ มาบูชาต้นโพธิ์ต้นหนึ่ง ต้นโพธิ์ต้นนี้ คือ ต้นอานันทโพธิ์ หรือ ต้นพระโพธิ์พระอานนท์ ซึ่งปรากฏในพุทธประวัติ

     ปัจจุบัน สภาพบ้านเมืองโกสัมพี เป็นอย่างไร ครั้งนี้ จะพาไปสัมผัสบรรยากาศเรื่องจริง ที่แตกต่างจากในยุคพุทธกาลไปอย่างมาก แม้แต่ในพุทธศักราช 1,200 เมื่อพระถังซัมจั๋ง ได้แวะมาเยี่ยมเมืองโกสัมพี เมืองสำคัญในประวัติศาสตร์ ศาสนาพุทธ ท่านได้เขียนไว้ในบันทึกว่า เมื่อได้เห็นเมืองนี้แล้ว เศร้าใจที่สุด เมืองที่เคยเป็นจุดศูนย์กลาง ศาสนาพุทธ ที่เจริญรุ่งเรืองสูงสุด แต่ในวันที่มาเห็นนี้ โกสัมพี แทบไม่มีอะไรเหลือให้เห็นแล้ว

 

 

ตามรอยพระพุทธเจ้า ตอนที่ 6 การเดินทางครั้งสุดท้าย ของพระพุทธเจ้า

     ตอนที่แล้ว เราได้เห็นเมืองสำคัญในพุทธประวัติ อย่าง กรุงราชคฤห์ สาวัตถี และ โกสัมพี ซึ่งมีหลักฐานยืนยันว่า มีอยู่จริง และอยู่มานานกว่า 2 พันปี ไม่ใช่เรื่องในตำนาน

     และในตอนนี้ จะพาไปสัมผัสโบราณสถานแห่งใหม่ ที่เพิ่งขุดค้นพบ คือ มหาสถูปเกสรียา เป็นสถูปที่มีความยิ่งใหญ่มากที่สุด เท่าที่มีการขุดค้นพบในอินเดีย จากเอกสารโบราณของอินเดีย ได้อ้างถึงการเดินทางครั้งสุดท้าย ของพระพุทธเจ้า ว่า ได้เสด็จผ่านมาที่หมู่บ้านเกสรียาแห่งนี้ ก่อนจะไปที่ เมืองกุสินารา เมืองที่เสด็จปรินิพพาน

     นักโบราณคดีอินเดีย ชี้ว่า ในการค้นพบ มหาสถูปเกสรียา มีร่องรอยของการบูรณะ หลายยุคสมัย จนถึงพุทธศตวรรษที่ 17 ในพุทธศตวรรษที่ 11 สมัยคุปตะ ก็ได้มีการก่อสร้างต่อเติม พร้อมประดับรูปสลักต่าง ๆ จึงมีความยิ่งใหญ่ตระการตา คาดว่า มีความสูงถึง 150 ฟุต การที่กษัตริย์หลายราชวงศ์ ทรงบูรณะต่อเนื่อง แต่นักโบราณคดี ก็ยังไม่รู้ว่า มีอะไรในนั้น ซึ่งคาดกันว่า น่าจะเป็น พระบรมสารีริกธาตุ ของพระพุทธเจ้า บรรจุเอาไว้ก็เป็นได้

     เมื่อ 150 ปีมานี่เอง ในครั้งนั้น นักโบราณคดี ได้ค้นพบหลักฐานสำคัญชิ้นหนึ่ง ที่ทำให้เชื่อว่า ที่เมืองกุสินารา คือ สถานที่พระพุทธเจ้า เสด็จปรินิพพาน ก่อนหน้านั้น ที่นี่คือ หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่แทบไม่มีใครสนใจ ชื่อว่า กาเซีย หมู่บ้านแห่งนี้ ในสวนป่าสาละ มีซากโบราณสถานปรักหักพัง ฝังจมดินอยู่มากมาย ซึ่งชาวบ้านเรียกกันมานานว่า เนินดิน เจ้าชายสิ้นชีพ ชื่อนี้ ได้สะดุดใจ เซอร์คันนิงแฮม หลังจากที่ค้นหาอยู่ 15 ปี ทีมงานก็ได้ค้นพบ พระพุทธรูปปางปรินิพพาน สร้างขึ้นในสมัยคุปตะ ราวพุทธศตวรรษที่ 5 ฝังตัวอยู่ใกล้ซากปรักหักพังของสถูป และวิหารในบริเวณนั้น การบูรณะโบราณสถานครั้งใหญ่ ก็ได้เริ่มต้นขึ้น และไม่เคยหยุดเลยนับจากนั้น ชาวพุทธจากทั่วทุกหนแห่ง ต่างพากันเดินทางมานมัสการไม่เคยขาด

     หลังจากพระพุทธเจ้า ปรินิพพาน พุทธศักราชที่ 1 ก็เริ่มขึ้น เมื่อไม่มีพระพุทธเจ้า มาคอยตัดสินชี้ขาดอีกแล้ว ด้วยเหตุนี้ หากปล่อยไปนานวัน พระพุทธศาสนา อาจจะเกิดความผิดเพี้ยนไปยิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของการทำสังคยนา ธรรมะของพระพุทธเจ้า หรือ พุทธบัญญัติ เรื่องราวของการทำสังคยนา ในแต่ละครั้งนั้น มีหลักการแตกต่างกันอย่างไร ใช้สถานที่ใด มีใครเป็นผู้อุปถัมภ์ ทุกเหตุการณ์ ทุกสถานที่ ในทุกวันนี้ ล้วนจัดเป็นสถานที่สำคัญ ของชาวพุทธได้ ตามรอยพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น

 

ตามรอยพระพุทธเจ้า ตอนที่ 07 กองทัพธรรมของพระเจ้าอโศก

     วันนี้ เราจะไปกันที่ รัฐโอริสสา แผ่นดินที่มีการอ้างถึง การค้นพบแผ่นศิลาจารึกภาษาโบราณ ที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์พระองค์หนึ่ง กษัตริย์ผู้พิชิตหลายแคว้นของอินเดีย จนรวบรวมดินแดนชมพูทวีปสำเร็จ นั่นก็คือ พระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์ที่ในยุคสงครามผนึกแผ่นดิน ถูกกล่าวขานว่า โหดเหี้ยมมากที่สุด และเมื่อมาถึงรัฐโอริสสาแห่งนี้ กลับเกิดเหตุการณ์ทำให้พระองค์ หันวิถีชีวิตเข้าสู่การทำนุบำรุงศาสนา และหันกลับมากปกครองประชาชน ด้วยทศพิศราชธรรม รวมถึงเป็นพระราชา ที่เผยแพร่พระศาสนาพุทธ ออกไปอย่างกว้างไกลในหลายทวีป ดังที่ปรากฏในการค้นพบ หลักฐานทางโบราณคดีมากมาย

     และการค้นพบหลักฐานโบราณ ที่มากมาย โดยในตอนนี้ จะพาไปรับชม การถอดข้อความ ภาษาโบราณ จากแผ่นศิลาจารึก ซึ่งนักโบราณคดีอินเดีย ถือว่า เป็นกุญแจไขความลับ เรื่องราวที่เกิดขึ้น สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช

     หินแกะสลัก ที่ถูกอ้างว่า เป็นสัญลักษณ์ใช้สื่อแทน องค์พระพุทธเจ้า ในการบูชายุคสมัย พระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งในสมัยนั้น ยังไม่มีการสร้าง พระพุทธรูปบูชา

     การค้นพบสถูปศักดิ์สิทธิ์ ตามเอกสารบันทึกของ พระถังซัมจั๋ง ซึ่งนักโบราณคดีอินเดีย ระบุด้วยความตื่นเต้นว่า ที่สถูปแห่งนี้ ได้ขุดค้นพบ รูปของพระเจ้าอโศกฯ เป็นครั้งแรกในอินเดีย

     ภาพกราฟฟิก 3 มิติ จำลองการสร้าง พระมหาสถูปสาญจี และข้อมูลเจาะลึกทางโบราณคดี ใครคือ ผู้สร้างพระมหาสถูปสาญจี

     รูปแกะสลักต่าง ๆ ที่ผู้ศรัทธาศาสนาพุทธ สร้างไว้เป็นสื่อสัญลักษณ์บูชา องค์พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ และรอยพระพุทธบาท

 

ตามรอยพระพุทธเจ้า ตอนที่ 08 ปรัชญาที่เปลี่ยนไป

    กว่าจะมาถึงปีพุทธศักราช 400 ศาสนาพุทธ ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยมีการแบ่งแยกนิกายต่างๆ ออกไปมากกว่า 20 นิกาย สำหรับคลิปนี้ จะพาไปดูเหตุการณ์สำคัญบางช่วงบางตอน ที่เป็นการเกิดขึ้นของ พระพุทธรูป การเกิดขึ้นของพุทธ ฝ่ายมหายาน เหตุการณ์เหล่านั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร

     โดยการเดินทางในตอนนี้ จะเริ่มต้นกันที่ เมืองมธุรา เมืองซึ่งในอดีต ถือเป็นแหล่งสำคัญ ในการผลิตประติมากรรมพระพุทธรูป ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วชมพูทวีป และที่เมืองเล็กๆ ริมแม่น้ำยมุนา แห่งนี้ยังเป็นบ่อเกิดของพระพุทธรูป ที่มีศิลปะการสร้างในรูปแบบอินเดียแท้ โดยเป็นพระพุทธรูป ที่มีความแตกต่างไปจากยุคแรก ซึ่งชาวกรีก เป็นผู้สร้างไว้ ในการเดินเรื่องตอนนี้ จะไปกันที่พิพิธภัณฑ์มธุรา สัมผัสงานสร้างสรรค์ พระพุทธรูป ของชาวมธุรายุคต่างๆ ที่มีการขุดค้นพบ พร้อมยังมีคำแนะนำ ถึงจุดเด่นสำคัญ ๆ ที่ชี้ให้เห็นความแตกต่างของศิลปะในแต่ละยุค และกล่าวกันว่า ตลอดยุคคุปตะ พระพุทธรูปที่สร้างขึ้น มีความงดงามยิ่งกว่าในยุคใด ๆ และหลังจากยุคคุปตะ ผ่านพ้นไป การสร้างพระพุทธรูป ที่มธุราก็หยุดลง แม้ว่าช่างมธุรา จะยังมีการสร้างงานศิลปะสืบต่อกัน แต่กลับเป็นการสร้างเทวรูป ของศาสนาฮินดู และศาสนาเชน เป็นส่วนใหญ่

     ครั้งนี้ ยังพาไปรู้จักเรื่องราวของ พระราชาที่ทำนุบำรุงศาสนาพุทธ จนรุ่งเรืองสูงสุดในอินเดียอีกยุคหนึ่ง จนถูกกล่าวขานว่าเป็น พระเจ้าอโศกมหาราช องค์ที่ 2 และสิ่งหนึ่งที่พระองค์ได้กระทำ คือ การเป็นองค์อุปถัมภ์ การสังคายนา พระธรรมวินัย ของคณะสงฆ์ ที่แยกตัวออกมาจากเถรวาท การสังคายนาในครั้งนั้น มีการเขียนพระไตรปิฎกขึ้น เป็นภาษาสันสกฤต และถือเป็นจุดกำเนิดของคณะสงฆ์ นิกายมหายาน อย่างเต็มตัว

     จากศิลปะพระพุทธรูปยุคต่าง ๆ ในตอนนี้ จะพาไปดูความงดงามที่เกิดขึ้น ในหมู่ถ้ำเอลโลรา กับงานแกะสลักพระพุทธรูปองค์สำคัญ ที่มีชื่อเสียงของ ฝ่ายพุทธมหายาน โดยเป็นงานแกะสลัก พระโพธิสัตอวโลกิเตศวร 2 พระองค์ องค์แรก คือ เทพแห่งความปราณี ที่มาในรูปพระปัทมปาณี และมีเทพแห่งฝน ที่ยืนเคียงคู่กันเสมอ ก็คือ พระวัชรปาณี

     นอกจากนี้ ยังมีเรื่องราวของการค้นพบ นาลันทามหาวิหาร สถานที่สำคัญ ซึ่งถือเป็นศูนย์กลาง ทางด้านการศึกษาศาสนาพุทธ ที่อดีตถูกกล่าวขานว่า เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลก สถานที่แห่งนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร ในตอนนี้ จะพาไปดูสถานที่จริง ที่ได้มีการขุดค้นพบ และจากบันทึกเรื่องราว การเดินทางของ พระถังซัมจั๋ง ที่จะพาไปพบกับ การจำลองภาพ 3 มิติ มหาวิหาร โบราณสถาน มหาวิทยาลัยนาลันทา ย้อนกลับไป ในพุทธศตวรรษที่ 12 สถานที่แห่งนี้ มีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุด เต็มไปด้วยวัด อาราม วิหาร และมีพระสงฆ์ ที่เดินทางมาศึกษาหาความรู้ จากประเทศต่าง ๆ หลายหมื่นรูป แล้วเหตุใด มหาวิทยาลัยพุทธศาสนา ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก กลับถูกลืมเลือนหายไป จากชาวพุทธเป็นเวลาหลายร้อยปี ติดตามเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้ในตอนนี้

 

ตามรอยพระพุทธเจ้า ตอนที่ 9 วันที่พุทธหายไปจากอินเดีย

     ตั้งแต่เกิดศาสนาพุทธขึ้น และเป็นที่ยอมรับในอินเดียนั้น ก็มีทั้งช่วงเวลาที่ รุ่งเรือง และตกต่ำ แล้วแต่การอุปถัมภ์ของผู้ปกครองแผ่นดิน ในแต่ละยุคสมัย จนมาถึงราชวงศ์คุปตะ ได้มีการฟื้นฟูลัทธิชาตินิยมในอินเดียขึ้น ทำให้ศาสนาเก่าแก่ อย่างลัทธิพราหมณ์ ได้ทำนุบำรุงอย่างขนานใหญ่ ที่สำคัญได้เกิดแนวความคิด เรื่อง นารายณ์อวตารขึ้น แต่ที่น่าสงสัยก็คือ ทำไม พระพุทธเจ้าถึงได้รับการยกย่อง ให้เป็นองค์อวตารปางหนึ่ง ของพระนารายณ์เช่นกัน

     สำหรับครั้งนี้ จะพากลับไปที่ เมืองมธุรา อีกครั้ง เพื่อตามหาเรื่องราวของ พระกฤษณะ ตัวละครสำคัญ ในมหากาพย์มหาภารตะ และเป็นปางอวตาร องค์หนึ่งของ พระวิษณุ หรือ พระนารายณ์ โดยการเดินทางเริ่มขึ้นที่ ริมฝั่งแม่น้ำยมุนา ที่ตั้งของเมืองมธุรา ซึ่งวรรณกรรมมหาภารตะ กล่าวว่า เป็นบ้านเกิดของพระกฤษณะ ที่นี่จึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวฮินดู เดินทางมา แสวงบุญกันเป็นประจำ ทั่วทั้งหมู่บ้าน จะมีทั้งวัด และเทวลัยฮินดู จำนวนนับไม่ถ้วน แทรกอยู่ตามอาคาร ร้าน ตลาด จนแน่นขนัด

     พระวิษณุ เป็นหนึ่งในเทพเจ้าสูงสุด 3 พระองค์ในศาสนาฮินดู คือ พระพรหม พระศิวะ และพระวิษณุ หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า พระนารายณ์ ซึ่งปรากฏใน คัมภีร์ปุราณะ ของพราหมณ์ ว่า พระวิษณุ มีอวตาร 10 ปาง โดยได้อวตารมาเป็น พระกฤษณะ ในปางที่ 8 และอวตารมาเป็น พระพุทธเจ้า ในปางที่ 9 ในคัมภีร์กล่าวไว้ว่า เมื่อเข้าสู่กลียุค พระวิษณุ ได้อวตารมาเป็น พระพุทธเจ้า เพื่อสอนอธรรม แก่เหล่าอสูร เป็นการชักพาศัตรู ของเทพยดาให้หลงผิด และออกไปจากศาสนาฮินดู เหตุนี้ ถ้าใครนับถือศาสนาพุทธ ก็จะถูกมองว่า เป็นพวกอสูร หรือศัตรูของเทพเจ้า แต่ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อพระพุทธเจ้า ได้กลายมาเป็นอวตารปางหนึ่งของ พระวิษณุ ประชาชนที่นับถือ พระวิษณุอยู่แล้วในสมัยนั้น ก็สามารถเคารพบูชา พระพุทธเจ้า ได้อย่างสนิทใจ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมานับถือ ศาสนาพุทธ อีกต่อไป

 

     ในยุคนั้น ได้เกิดการ เผชิญหน้ากันทางความคิด เพื่อแย่งชิงมวลชน ให้เข้ามานับถือ ลัทธิศาสนา ซึ่งในตอนนี้ จะพาไปสัมผัส กระบวนการ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทางความคิด ความเชื่อ ของผู้ศรัทธา ด้วยสิ่งต่าง ๆ ที่มีการเทียบเคียงกับพุทธศาสนา อาทิ การถือศีล ไม่ฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต ไม่เสพของมึนเมา การสร้างวัด ให้เป็นสถานที่ ศึกษาพระธรรม และความศรัทธา ในเรื่องของ การบูชารอยพระพุทธบาท ซึ่งมีด้วยเช่นเดียวกัน กับทางศาสนาฮินดู ก็มีการบูชา พระวิษณุบาท ที่มีผู้คนหลั่งไหลมา สักการะบูชากันไม่เคยขาด

     พุทธศตวรรษที่ 13 จักรวรรดิอาหรับ มุสลิม เริ่มขยายอำนาจมาสู่อินเดีย และได้ชัยชนะในอินเดียตอนเหนือ และอินเดียตะวันตก แต่ก็ไม่อาจรุกเข้ามาถึง ตอนกลางของประเทศได้ ด้วยความเข้มแข็งของเจ้าฮินดู ตระกลูราชบุตร และดินแดนแห่งนี้ เมื่อพุทธศตวรรษที่ 14 ได้มีการสร้างเมืองหลวง ทางศาสนาจักรขึ้น เพื่อแสดงความขอบคุณต่อเทพเจ้า ที่ทรงช่วยรักษาบ้านเมือง สถานที่นั้น ก็คือ เมืองคาจูราโฮ และที่เมืองแห่งนี้เอง จะได้พบกับ การก่อสร้างงานศิลปะ ที่งดงามจำนวนมาก แต่มีงานศิลป์อยู่สิ่งหนึ่ง ที่ทำให้ผู้พบเห็น ต่างมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ อย่างมาก ถึงเรื่องของความคิด ความเชื่อ ศีลธรรมของผู้คน ในสังคมอินเดียโบราณ ที่มีต่อศาสนาในยุคนั้น ซึ่งพระราชา ได้สั่งให้หาช่างก่อสร้าง ช่างแกะสลัก ฝีมือที่ดีที่สุดในอินเดีย มาเนรมิต วัด วิหาร ให้มีความสวยงามที่สุด ในรูปแบบ ที่ไม่มีที่ใดเทียบได้ ซึ่งจะเห็นได้จาก การประดับงานแกะสลัก จำนวนมากมาย ให้เห็นได้ทั้งภายนอก และภายใน ซึ่งในตอนนี้ได้พาเดินทางไปพบกับเรื่องราวของศาสนสถาน ดังกล่าว

     จากศิลปะที่ต่างมุมมอง ต่างความคิด จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ในเรื่องการสร้างประดับไว้ในศาสนสถาน จากสิ่งที่ไม่ดี แต่มาในตอนนี้ กลับมีข้อเท็จจริงที่ว่า ภาพแกะสลักเหล่านี้ มีที่มาที่ไป และอธิบายได้ ซึ่งปัจจุบัน เมืองคาจูราโฮ ได้รับการยกย่อง ให้เป็นมรดกโลก ทางวัฒนธรรม ที่แสดงถึงอัจฉริยภาพ ของมนุษยชาติ ซึ่งเหตุผลต่าง ๆ ติดตามได้ในวิดีโอรายการ ตอนนี้

     และเส้นทางศาสนาพุทธ ในอินเดีย ก็มาถึงจุดสิ้นสุดของความศรัทธา จากการเดินทางค้นพบ พุทธศาสนา ลัทธิตันตรยาน กับเรื่องราวการเสื่อมความศรัทธา มีเหตุผลใด ที่พุทธศาสนา ที่เจริญรุ่งเรืองอย่างมากในอินเดีย แต่กลับมาถึงจุดที่ ผู้คนต่างทยอยกันถอยห่าง ออกจากศาสนาพุทธ และตามมาด้วยการทอดทิ้งวัด ปล่อยให้กลายเป็นโบราณสถาน ซึ่งในทุกวันนี้ หลายแห่งยังจมอยู่ใต้ดิน รอการค้นหาขุดสำรวจ

 

ตามรอยพระพุทธเจ้า ตอนที่ 10 เมืองพุทธแห่งหิมาลัย

    เริ่มจากอินเดีย ไปที่ลาดักห์ อดีตนครรัฐ บนเส้นทางการค้า ในเทือกเขาหิมาลัย บนรอยต่อ 3 ประเทศ ระหว่าง อินเดีย จีน และทิเบต สิ่งต่างๆ ที่เราพบเห็น ในลาดักห์ วันนี้อาจช่วยให้เรา ปะติดปะต่อภาพอดีต ของชาวพุทธในอินเดียบางส่วน ในช่วงสุดท้ายของประวัติศาสตร์ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

     ลาดักห์ ตั้งอยู่ท่ามกลาง เทือกเขาหิมาลัย ล้อมรอบด้วย ภูเขาหิมะ สูงสลับซับซ้อน ยากที่ใคร จะเข้าถึงได้ง่าย พุทธศาสนา ที่ลาดักห์ จึงรอดพ้น จากการถูกทำลาย เพราะ ปราการทางธรรมชาติช่วยไว้ ขณะที่สถาบันพุทธ ในแคว้นอื่น ๆ ของอินเดีย ถูกบุกทำลายจนหมดสิ้น

     พุทธตันตรยาน ได้ถูกเผยแพร่สู่ทิเบต โดยชาวอินเดีย ที่มีความรู้ขั้นสูง หลังจากนั้น ก็ได้พัฒนาแตกสาขา ไปอีกหลายนิกาย ด้วยความใกล้ชิดกับทิเบต ทั้งด้านภูมิศาสตร์ และเชื้อชาติ ทำให้พุทธตันตรยาน จากทิเบต แพร่หลายสู่ลาดักห์ อย่างง่ายดาย

     การเดินทางครั้งนี้ ได้ไปยัง วัดซังการ์ เป็นวัดพุทธตันตรยาน นิกายเกลุกปะ หรือ นิกายหมวกเหลือง และที่แห่งนี้ เคยเป็นที่ประทับของ พระสังฆราชแห่งลาดักห์ ซึ่งเพิ่งสิ้นพระชนม์ไปเมื่อไม่นานนี้ ในตอนนี้ จะได้พบกับ พิธีสวดของพระหมวกเหลือง เป็นพิธีสวดแบบพุทธตันตรยาน สายทิเบต ซึ่งจะมีการประโคมดนตรีไปพร้อมกัน

     แม้ว่าลาดักห์ ต้องเผชิญกับ ความผันผวนทางการเมือง เพราะตั้งอยู่บนเส้นทางยุทธศาสตร์ ระหว่าง อินเดียกับจีน และทิเบต แต่ชาวลาดักห์ส่วนใหญ่ ยังคงมั่นคง อยู่กับศาสนาพุทธ ไม่เปลี่ยนแปลง โดยทุก ๆ 12 ปี ชาวลาดักห์ จะเดินทางไปวัดเฮมิส เพื่อไปดูและใกล้ชิดกับ ทังกาศักดิ์สิทธิ์ ที่มีรูปพระปทุมสมภพ ซึ่งทางวัด จะนำออกมาตั้งแต่เช้ามืด โดยจะทำพิธีแขวน ที่กำแพงวัดก่อนพระอาทิตย์ขึ้น เพื่อให้ผู้คนที่ศรัทธา ได้มาบูชาร่วมกัน เฉพาะในปีวอกเท่านั้น เพราะเป็นปีเกิดของ พระปทุมสมภพ วัดเฮมิส สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 17 เป็นวัดศาสนาพุทธตันตระ นิกายหมวกแดง ซึ่งเป็นนิกายดั้งเดิมของ ศาสนาพุทธสายทิเบต

     ตามประวัติศาสตร์ของ พุทธศาสนา นิกายตันตรยาน กล่าวว่า พระปทุมสมภพ เป็นอาจารย์ชาวอินเดีย ที่มีฤทธิ์ มีเวทมนตร์แข็งกล้า ได้นำศาสนาพุทธ นิกายตันตรยาน มาเผยแผ่ในทิเบตเป็นครั้งแรกในพุทธศตวรรษที่ 13 พระปทุมสมภพ ได้ใช้เวทมนตร์คาถา ปราบภูตผี มารร้าย ในลัทธิบอน อันเป็นลัทธิดั้งเดิมในทิเบต จนหมดสิ้น ทำให้พวกบอน กลับมานับถือ ศาสนาพุทธ อย่างมากมาย

     พระปทุมสมภพ จึงได้ชื่อว่า เป็นผู้วางรากฐาน พุทธศาสนา ให้มั่นคง ในทิเบต แม้ในเวลานั้น จะเน้นหนักเรื่อง การศึกษา ด้านเวทมนตร์ อิทธิฤทธิ์ มากกว่า ด้านปรัชญา ก็ตาม ภาพทังกา พระปทุมสมภพ จึงทรงพลังความศักดิ์สิทธิ์ สำหรับชาวลาดักห์ และผู้ศรัทธาชาวพุทธ นิกายตันตรยาน เป็นอย่างยิ่ง

     ศาสนาพุทธ ในลาดักห์ แม้จะสืบสายนิกายมาจากทิเบต แต่ก็มีรากเหง้าทางความคิด ที่สืบย้อนไปได้ ถึงบรรยากาศของ ศาสนาพุทธ ตันตระยานในอินเดีย ไม่มากก็น้อย นอกจากความแตกต่าง ของศรัทธาที่มีในชาวพุทธ ซึ่งแม้จะต่างนิกายความเชื่อ แต่กลับมีจุดมุ่งหมายที่ท้ายสุด เป็นไปตามแนวคิดในจุดเดียวกัน ของพุทธศาสนา และในตอนนี้ จะได้สัมผัสบรรยากาศ ที่น้อยคนจะได้พบเห็นแบบใกล้ชิดเช่นนี้ ติดตามได้ใน ตามรอยพระพุทธเจ้า ตอนที่ 10 เมืองพุทธแห่งหิมาลัย

 

ตามรอยพระพุทธเจ้า ตอนที่ 11 การกลับมาของสาวกพระพุทธเจ้า

     หลังจากที่ศาสนาพุทธ หายไปจากอินเดีย เป็นเวลายาวนานหลายร้อยปี ในที่สุดองค์กรพุทธ ก็ได้กลับมาเกิดขึ้นอีกครั้ง แต่การกลับมาของ สาวกพระพุทธเจ้า ครั้งนี้ มาจากหลายทิศทาง และด้วยสาเหตุที่แตกต่างกัน บ้างก็เป็นตระกูลพุทธเก่าแก่ ที่หายไปแล้วกลับมาใหม่ อย่างตระกูลบารัว บ้างก็เกิดขึ้น เพราะความบีบคั้นทางสังคม อย่างกลุ่มของ ดร.อัมเบดการ์ บ้างก็มาอยู่ใหม่ด้วยเหตุผลทางการเมือง อย่างท่านดาไลลามะ และชาวทิเบต ในธรรมศาลา

     ท่ามกลางหุบเขาสูง ในรัฐหิมาจัลประเทศ ทางตอนเหนือของอินเดีย ที่นี่ คือ ที่ตั้งชุมชนเมืองธรรมศาลา บนความสูง 1,800 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ธรรมศาลา เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ตั้งแต่ท่านดาไลลามะ องค์ที่ 14 และชาวทิเบต จำนวนหนึ่ง ได้ลี้ภัยเข้ามาอยู่ที่นี่ ตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2503

     และในครั้งนี้ จะได้พบกับเรื่องที่น่าตื่นตาตื่นใจ เกี่ยวกับพุทธทิเบต ซึ่งได้เข้าไปเยี่ยมชม วัดสำนักชีแห่งหนึ่ง เป็นสถาบันศึกษาพุทธศาสนา ตันตรยาน ของฝ่ายสตรี โดยภาพที่ชวนประหลาดใจ คือ การได้เข้าไปร่วมสัมผัสใกล้ชิด เกี่ยวกับการฝึกปุจฉาวิสัชนา ซึ่งเป็นการใช้ตรรกะ ทางด้านศาสนา และแนวคิดทางพุทธปรัชญา มาตอบโต้กันจริงจัง อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งจะเป็นภาพที่หาดูได้ยาก เพื่อขจัดความหลงผิด ขจัดความไม่แน่ใจ ที่เรียกว่า ตรรกวิภาษ

     ในตอนนี้ จะพาไปพบกับ ความงามในงานศิลปะโบราณ หลากหลายแขนง ได้ไปดูกันถึง การลงฝีแปรงของช่างฝีมือ ผู้เชี่ยวชาญในงานพุทธศิลป์ สายทิเบต โดยไปกันที่ นอร์บูลิงการ์ สถานที่ที่มีความหมายว่า อุทยานแห่งอัญมณี ที่นี่ คือ สำนักศิลปวัฒนธรรมทิเบต ของธรรมศาลา

     การเดินทางครั้งนี้ ยังได้ออกเดินทางไปกันที่ มหาวิทยาลัย สิทธารถะ สถานศึกษา ที่เกิดขึ้นด้วยความมุ่งมั่นของ ดร.อัมเบดการ์ ที่ต้องการเห็นคน ทุกระดับชั้นวรรณะในสังคม ไม่ว่าหญิงหรือชาย ไม่ว่านับถือศาสนาใด ทุกคนมีโอกาส ทางการศึกษาเท่าเทียมกัน อธิการบดี ได้บอกว่า สถานศึกษาที่ดี นอกจากจะเน้นหนัก เรื่องปัญญาแล้ว จะต้องสร้างคนให้มีความกรุณา รู้จักช่วยเหลือสังคม ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมาย ของการก่อตั้ง มหาวิทยาลัย สิทธารถะ

 

ตามรอยพระพุทธเจ้า ตอนที่ 12 ไขปริศนา การค้นพบอันยิ่งใหญ่

     สำหรับในตอนสุดท้ายของ สารคดี ตามรอยพระพุทธเจ้า ตอนนี้ จะเป็นการประมวลภาพ เรื่องราวทั้งหมดของทุกตอน ที่ได้เดินทางตามรอย เส้นทางของพระพุทธองค์ โดยจะอยู่ในช่วง 80 พรรษา นับตั้งแต่วันประสูติ จนถึงวันเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน มีเรื่องราวอะไรได้เกิดขึ้นมาบ้าง ในช่วงพระชนมชีพของพระองค์ ด้านนักโบราณคดี ได้ค้นพบอะไร ที่เป็นหลักฐานยืนยัน ถึงความมีอยู่จริงของ พระพุทธเจ้า

     สำหรับชาวพุทธ อาจมีจำนวนไม่น้อย ที่ยังไม่รู้ว่า พระพุทธเจ้า ทรงได้ค้นพบอะไร หรือ ทรงตรัสรู้อะไร และอะไร คือ ธรรม ที่พระพุทธเจ้า ทรงประกาศศาสนา และสิ่งที่ทรงค้นพบ ทำไมจึงนำไปสู่ การเปลี่ยนแปลง ทางความเชื่อครั้งยิ่งใหญ่ ในสังคมชมพูทวีป แล้วทำไม ธรรมะ จึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์

     และในตอนนี้ จากทุกเรื่องราว ที่นำมาเรียบเรียงเพื่อนำสู่บทสรุป เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายขึ้น โดยได้เรียนเชิญผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มีองค์ความรู้ ทางด้านพระพุทธศาสนา มาขยายความสิ่งที่อยู่ในเรื่อง รวมถึงบอกเล่าเบื้องลึก ที่มาจากการค้นคว้าของแต่ละท่าน ซึ่งเชื่อว่า ข้อมูลต่อจากนี้ จะสามารถมาช่วยเติมเต็ม ในตอนจบของสารคดี ตามรอยพระพุทธเจ้า ชุดนี้ ให้เกิดประโยชน์ได้เพิ่มขึ้น

 

 

 

 

ความคิดเห็น (0)
ส่งต่อ (0)

เรียนอภิธรรมทางไกล : ทบทวนปัญหาเฉลยชั้นมัชฉิมตรี ครั้งที่ 1-14 โดยพระอาจารย์บัณฑิต ญาณธีโร (วิดีโอต่อเนื่อง)

Watch

ความคิดเห็น (0)
ส่งต่อ (0)

เรียนอภิธรรมทางไกล เรื่อง ขันธยมก โดย พระอาจารย์บัณฑิต ญาณธีโร (วิดีโอต่อเนื่อง)

Watch

ความคิดเห็น (0)
ส่งต่อ (0)

 พระอภิธรรมทางไกล มูลยมก  โดยพระอาจารย์บัณฑิต ญาณธีโร  (วีดีโอต่อเนื่อง)

Watch

 

ความคิดเห็น (0)
ส่งต่อ (0)

พระอภิธรรมทางไกล ปริจเฉทที่ 8 ปัฏฐาน  โดยพระอาจารย์บัณฑิต ญาณธีโร  (วีดีโอต่อเนื่อง)

Watch

 
ความคิดเห็น (0)
ส่งต่อ (0)

พระอภิธรรมทางไกล ปริจเฉทที่ 8 ปฏิจจสมุปบาท โดยพระอาจารย์บัณฑิต ญาณธีโร  (วีดีโอต่อเนื่อง)

Watch

 
ความคิดเห็น (0)
ส่งต่อ (0)

เรียนคัมภีร์วิสุทธิมรรค โดยพระอาจารย์บัณฑิต ญาณธีโร  (วีดีโอต่อเนื่อง)

Watch

ความคิดเห็น (0)
ส่งต่อ (0)

พระอภิธรรมทางไกล ปริจเฉทที่ 5 ปฏิสนธิจตุกกะ โดยพระอาจารย์บัณฑิต ญาณธีโร  (วีดีโอต่อเนื่อง)

 

Watch

 
ความคิดเห็น (0)
ส่งต่อ (0)

พระอภิธรรมทางไกล ปริจเฉทที่ 5 ภูมิจตุกกะ (31 ภพภูมิ) ครั้งที่ 1 ถึง 9 โดยพระอาจารย์บัณฑิต ญาณธีโร  (วีดีโอต่อเนื่อง)

Watch

ความคิดเห็น (0)
ส่งต่อ (0)

พระอภิธรรมทางไกล ปริจเฉทที่ 5 มรณุปปัตติจตุกกะ (ความตาย)  โดยพระอาจารย์บัณฑิต ญาณธีโร  (วีดีโอต่อเนื่อง)

Watch

 

ความคิดเห็น (0)
ส่งต่อ (0)

พระอภิธรรมทางไกล ปริจเฉทที่ 5 กัมมจตุกกะ (กรรม) ปี 2564 โดยพระอาจารย์บัณฑิต ญาณธีโร  (วีดีโอต่อเนื่อง)

Watch

 

ความคิดเห็น (0)
ส่งต่อ (0)

พระอภิธรรมทางไกล ปริเฉทที่ 4 วิถีจิต ครั้งที่ 1 ถึง 66 โดยพระอาจารย์บัณฑิต ญาณธีโร  (วีดีโอต่อเนื่อง)

Watch

ความคิดเห็น (0)
ส่งต่อ (0)

Watch

ความคิดเห็น (0)
ส่งต่อ (0)

พระอภิธรรมทางไกล ชั้นจูฬอาภิธัมมิกะตรี ปริเฉทที่ 1-2-6 ปรมัตถธรรม 4 ครั้งที่ 1 ถึง 8 โดยพระอาจารย์บัณฑิต ญาณธีโร  (วีดีโอต่อเนื่อง)

Watch

ความคิดเห็น (0)
ส่งต่อ (0)

 

#โพสบทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์

ความรู้สึกอยากให้ อยากถวาย
อยากทำ อยากอนุเคราะห์
ถ้าหากว่าออกมาจากแก่นของใจ
จะทำให้เกิดปีติเสมอ
ปีติที่อยากทำ แล้วได้ทำ
เป็นสิ่งที่เรียกว่า ‘ทานจิต’

เหมือนกับคนที่คาดหวังว่า
จะได้รับอะไรสักอย่างหนึ่ง
แล้วได้รับตามความคาดหมาย
ก็เกิดความสมใจ ดีใจ
ในทางกลับขั้วกัน ถ้าหากว่าเรา
เกิดความ ‘อยากให้’ นำขึ้นมาก่อน
แล้ว ‘ได้ให้’ สมใจ
ก็จะเกิดปีติ เกิดความรู้สึกที่ดีขึ้นมา
เป็นลักษณะของทานจิตครบวงจร
คืออยากให้ แล้วได้ให้สมใจอยาก

หลายคนถามว่า ทำอย่างไรดี
พอทำบุญไปเรื่อยๆจนเคยชินแล้ว
ปรากฏว่าปีติหายไปไหนก็ไม่ทราบ
ความรู้สึกชื่นใจที่ได้ทำบุญหายไป
จนกระทั่งสงสัยว่า แบบนี้ได้บุญหรือเปล่า

คำตอบง่ายๆ ก็คือว่า
อย่าทำบุญตามความเคยชิน
เพราะโดยธรรมชาติของจิต
การทำอะไรบ่อยๆ ทำอะไรซ้ำๆทุกวัน
โดยที่ไม่ได้เกิดความรู้สึกยินดีตั้งแต่ต้นว่าอยากให้
ในที่สุดย่อมเกิดความรู้สึกเฉยๆเป็นธรรมดา

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

#ทำบุญเมื่อรู้สึกอยากทำ

จริงๆแล้วการทำบุญอย่างสม่ำเสมอ
เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าสรรเสริญ
เพราะว่าเป็นการสร้างความตั้งมั่นให้กับการทำทาน
เวลาที่กรรมเผล็ดผล ก็จะเผล็ดผลแน่นอน
มีสิ่งที่มากีดขวางการให้ผลของบุญได้ยาก

แต่ถ้าหากว่าใจของเรา
ณ ขณะปัจจุบันที่ได้ทำบุญ
เกิดความรู้สึกเฉยๆ ชินๆ
ให้ลองสลับขาหลอกกิเลสดู
สลับลักษณะของการทำบุญให้ครบวงจร
คือไม่ต้องกะเกณฑ์ตัวเองว่า
จะต้องไปทำบุญเมื่อนั่นเมื่อนี่แน่ๆก็ได้
เอาอย่างที่มีความรู้สึกอยากทำบุญนำขึ้นมาก่อน
ตัว ‘อยากทำบุญ’ นี่แหละที่ทำให้เกิดปีติ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

#ทำบุญให้หลากหลาย

อีกทางหนึ่งคือ ทำบุญให้หลากหลาย
เช่น แทนที่จะไปวัดอย่างเดียว
ลองไปสถานสงเคราะห์ดูบ้าง
ไปทำให้เด็กดีใจ ไปทำให้คนแก่มีกำลังใจ
แล้วก็ให้สัตว์ด้วย
แค่คิดอยากให้เศษอาหาร
กับหมาแมวข้างทางแบบไม่เจาะจง
ก็รู้สึกดีแล้ว
ยิ่งพอได้ให้จริงๆ ยิ่งรู้สึกปลื้ม อิ่มใจ
แค่นี้มีผลมากนะ ถือเป็นบุญใหญ่ทวีคูณ
เทียบเป็นอัตราส่วนง่ายๆให้เห็นภาพ
ให้เศษกระดูกนี่ เราได้คืนมาเป็นไก่ทั้งตัว
นอกจากนั้น อาจไปปล่อยสัตว์ที่จะถูกฆ่า
ทำบุญกับคนรอบตัวที่มีฐานะใกล้เคียงกัน
ทำบุญกับพระนวกะที่เพิ่งบวชเข้าไป
ทำบุญกับพระที่ปฏิบัติธรรมจริงๆ ฯลฯ

ลองทำบุญให้ครบวงจร
แล้วจะมีตัวเปรียบเทียบ
ให้เกิดความรู้สึกชัดเจนขึ้นมาว่า
การทำบุญให้ผู้รับแต่ละระดับ
มีความแตกต่างกัน
แม้ว่าความอิ่มใจในการให้เท่ากัน
แต่ความรู้สึกถึงกระแสความสูงส่งของผู้รับ
ที่สะท้อนกลับมาเป็นความสว่าง
จะค่อยๆเลื่อนระดับขึ้นมา

ในที่สุด เราจะมีความรู้สึกว่า
การทำบุญครบวงจรนั่นแหละดีที่สุด
แล้วก็จะทำให้เราเลิกเกี่ยงงอนว่า
จะต้องทำบุญกับพระดี
จะต้องทำบุญกับพระอริยเจ้าเท่านั้น
เพราะได้ความอิ่มใจเรื่อยๆ
เป็นความอิ่มใจที่มีการหมุนเวียน
ไม่ใช่เป็นความอิ่มใจที่ซ้ำไปซ้ำมา
จนเป็นความรู้สึกชาชิน!

________________

ร้อยเรียงจากบทความดังตฤณวิสัชนา

ความคิดเห็น (0)
ส่งต่อ (0)

 

ในวันที่หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต บรรลุธรรมขั้นสูงสุด

ท่านหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เขียนบรรยายตามที่ท่านได้ฟังมาจากหลวงปู่มั่น โดยตรง ดังนี้

ในเวลาไม่นานนักนับแต่ท่าน (หลวงปู่มั่น) ออกรีบเร่งตักตวงความเพียรด้านมหาสติมหาปัญญา ซึ่งเป็นสติปัญญาธรรมจักรหมุนรอบตัว และรอบสิ่งที่เกี่ยวข้องไม่มีประมาณตลอดเวลา ในคืนวันหนึ่งเวลาดึกสงัด ท่านนั่งสมาธิภาวนาอยู่ชายภูเขาที่มีหินพลาญกว้างขวางและเตียนโล่ง อากาศก็ปลอดโปร่งดี ท่านว่าท่านนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ซึ่งตั้งอยู่โดดเดี่ยวเพียงต้นเดียว มีใบดกหนาร่มเย็นดี ซึ่งในตอนกลางวันท่านก็เคยอาศัยนั่งภาวนาที่นั้นบ้างในบางวัน 

ความคิดเห็น (0)
ส่งต่อ (0)

 

ธรรมคำสอนหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เทศน์สอนในอดีต พ.ศ.2483

เป็นธรรมโอวาทที่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เทศน์สอนในอดีต พ.ศ.2483 ณ วัดป่าโนนนิเวศน์ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเก่าแก่และมีคุณค่าสูงส่งมาก ผู้จดบันทึกธรรมคำสอนไว้ คือ หลวงปู่หลุย จันทสโร

  1. ในโลกนี้เป็นธาตุทั้งนั้น ให้รู้เท่าทันกับธาตุอย่าหลงตามธาตุ
  2. ให้เห็นปัจจุบันธรรม อย่าส่งจิตอนาคต และ อดีต
  3. ธาตุ 84,000 ธาตุออกมาจากจิตหมด
  4. นิโรธเป็นของดับเพราะรู้เท่าทันแล้ว จิตไม่เกิดยินดี ยินร้าย ดับไปเช่นนี้ ชื่อว่านิโรธ
  5. แสดงฌานเป็นที่พักชั่วคราวแล้วเจริญจิตต่อๆ ไป

 

ความคิดเห็น (0)
ส่งต่อ (0)

 

ท่านอาจารย์มั่น

กำหนดรู้ทิศทางของทางเดินจงกรม

     การกำหนดรู้ทิศทางของสายทางเดินจงกรม ท่านอาจารย์มั่นกำหนดดูตามอริยประเพณีในครั้งพุทธกาลท่านทราบว่า มีกำหนดกฎเกณฑ์มาแต่ดั้งเดิม ท่านเองจึงได้ปฏิบัติตามแบบนั้นเรื่อยมา การเดินจงกรมจะครองผ้าก็ได้ ไม่ครองก็ได้ ตามแต่สถานที่ควรปฎิบัติอย่างไรเหมาะทั้งทิศทางของสายทางสำหรับเดินจงกรม ทั้งวิธีเดินจงกรม ทั้งการครองผ้าหรือไม่ครองในเวลาเดินจงกรม ทั้งขณะยืนรำพึงที่หัวจงกรมเวลาจะทำความเพียรในท่าเดินจงกรม ท่านอาจารย์มั่นกำหนดดูตามอริยประเพณี ทราบโดยละเอียดและได้ปฎิบัติตามที่กำหนดทราบแล้วเรื่อยมา คือการเดินจงกรมท่านสอนให้เดินไป ตามตะวันหรือเยื้องตะวันไปทางทิศเหนือหรือทิศใต้ ท่านว่า การเดินตามตะวันเป็นที่หนึ่ง เยื้องตะวันทั้งสองสายเป็นอันดับรองลงมา ส่วนการเดินตัดตะวัน หรือไปตามทิศเหนือทิศใต้ไม่เห็นท่านเดินเลย นอกจากไม่เห็นท่านเคยเดินแล้ว ยังได้ยินท่านว่าไม่ควรเดินด้วย แต่จะเพราะเหตุไรนั้น ลืมคำอธิบายของท่านเสียสิ้น 

ความคิดเห็น (0)
ส่งต่อ (0)

 

อุบายแห่งวิปัสสนา อันเป็นเครื่องถ่ายถอนกิเลส
หลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถระ
โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 006403 - โดยคุณ : ใบตอง [ 15 ก.ย.2545]


     เนื้อความ :
     ธรรมชาติของดีทั้งหลาย ย่อมเกิดมาแต่ของไม่ดี มีอุปมาดังดอกบัวปทุมชาติอัน
สวย ๆ งาม ๆ ก็เกิดขึ้นมาจากโคลนตมอันเป็นของสกปรกปฏิกูล น่าเกลียด แต่ว่าดอกบัว
นั้น เมื่อขึ้นพ้นโคลนตมแล้ว ย่อมเป็นสิ่งที่สะอาด เป็นที่ทัดทรงของพระราชาอุปราช
อํามาตย์ และเสนาบดี เป็นต้น และดอกบัวนั้น ก็มิได้กลับคืนไปยังโคลนตมอีกเลย ข้อนี้
เปรียบเหมือนพระโยคาวจรเจ้า ผู้ประพฤติพากเพียรประโยคพยายาม ย่อมพิจารณาซึ่งสิ่ง
สกปรกน่าเกลียด จิตจึงพ้นสิ่งสกปรกน่าเกลียดได้ สิ่งสกปรกน่าเกลียดนั้นก็คือตัวเรานี้
เอง

ความคิดเห็น (0)
ส่งต่อ (0)

 

สาเหตุของการต้องตั้ง นโม
หลวงปู่มั่น ภูริทัตตมหาเถระ


คัดลอกจาก http://www.thaitv3.com/what_up/bright_data/nakontam/nkt002.html
     ได้มีโยมคนหนึ่ง คือ อาชญาขุนพิจารณ์ (บุญมาก) สุวรรณรงค์ เป็นผู้ช่วย
สมุห์บัญชีอยู่ในอําเภอพรรณา นิคม บุตรของพระเสนาณรงค์ (สุวรรณ์) เจ้าเมืองพรรณา
นิคมคนที่ 4 ( และเป็นนายอําเภอพรรณานิคม คนแรกในรัชสมัยของพระจุลจอมเกล้าอยู่
หัว (รัชกาลที่ 5) ได้นมัสการถามพระอาจารย์มั่นถึงเรื่อง"นโม" ว่าเหตุใดการให้ทาน
หรือการรับศีลจึงต้องตั้ง "นโม" ก่อนทุกครั้ง จะกล่าวคําถวายทาน และรับศีลเลยที
เดียวไม่ได้หรือ ?
     พระอาจารย์มั่นได้เทศน์ชี้แจงเรื่อง "นโม" ให้ฟังว่า...
     "เหตุใดหนอ นักปราชญ์ทั้งหลาย จะสวดก็ดีจะรับ ศีลก็ดีหรือจะทําการกุศลใดๆก็
ดีจึงต้องตั้งนโมก่อนจะทิ้ง นโมไม่ได้เลย เมื่อเป็นเช่นนี้ นโม ก็ต้องเป็น สิ่งสําคัญ จะ
ยกขึ้นพิจารณา ได้ความปรากฏว่า น คือธาตุน้ำ โมคือธาตุดิน พร้อมกับบทพระคาถา
ขึ้นมาว่า

      มาตาเปตฺติกสมฺภโว โอทนกุมฺมาสุปจโย

ความคิดเห็น (0)
ส่งต่อ (0)

 

หัดจิตอย่างเดียว
หลวงปู่มั่น ภูริทัตตมหาเถระ
นิตยสารธรรมจักษุ ปีที่ ๘๒ ฉบับที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๔๐


     ผู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนคัมภีร์วินัยมาก มีอุบายมากเป็นปริยายกว้างขวาง ครั้นมา
ปฏิบัติทางจิต จิตไม่ค่อยจะรวมง่าย ฉะนั้น ต้องให้เข้าใจว่า ความรู้ที่ได้ศึกษามาแล้ว ต้อง
เก็บใส่ตู้ใส่หีบไว้เสียก่อน ต้องมาหัดผู้รู้ คือ จิตนี้ หัดสติให้เป็นมหาสติ หัดปัญญาให้เป็น
มหาปัญญา กําหนดรู้เท่ามหาสมมติ-มหานิยม อันเอาออกไปตั้งไว้ว่า อันนั้นเป็นอันนั้น
เป็นวันคืนเดือนปี เป็นดินฟ้าอากาศกลางหาว ดาวนักขัตตฤกษ์ สารพัดสิ่งทั้งปวง อันเจ้า
สังขารคืออาการจิต หากออกไปตั้งไว้บัญญัติไว้ ว่าเขาเป็นนั่นเป็นนี่ จนรู้เท่าแล้ว เรียกว่า
กําหนดรู้ทุกข์ สมุทัย เมื่อทําให้มาก เจริญให้มาก รู้เท่าเอาทันแล้ว จิตก็จะรวมลงได้ เมื่อ
กําหนดอยู่ก็ชื่อว่าเจริญมรรค หากมรรคพอแล้ว นิโรธก็ไม่ต้องกล่าวถึง หากจะปรากฏ
ชัดแก่ผู้ปฏิบัติเอง เพราะศีลก็มีอยู่ สมาธิก็มีอยู่ ปัญญาก็มีอยู่ในกาย วาจา จิตนี้ ที่เรียกว่า
อกาลิโก ของมีอยู่ทุกเมื่อ โอปนยิโก เมื่อผู้ปฏิบัติมาพิจารณาของที่มีอยู่ ปจฺจตฺตํ จึงจะรู้
เฉพาะตัว คือมาพิจารณากายอันนี้ให้เป็นของอสุภะ เปื่อยเน่า แตกพังลงไป ตามสภาพ
ความจริงของ ภูตธาตุ ปุพฺเพสุ ภูเตสุ ธมฺเมสุ ในธรรมอันมาแต่เก่าก่อน สว่างโร่อยู่ทั้ง
กลางวันและกลางคืน ผู้มาปฏิบัติพิจารณาถึงรู้อุปมารูปเปรียบดังนี้
     อันบุคคลผู้ทํานา ก็ต้องทําลงไปในแผ่นดิน ลุยตมลุยโคลนตากแดดกรําฝน จึงจะ
เห็นข้าวเปลือก ข้าวสาร ข้าวสุกมาได้ และได้บริโภคดื่มสบาย ก็ล้วนทํามาจากของมีอยู่
ทั้งสิ้น ฉันใดผู้ปฏิบัติก็ฉันนั้น เพราะ ศีล สมาธิ ปัญญา ก็มีอยู่ใน กาย วาจา จิต ของทุก
คน ฯ

ความคิดเห็น (0)
ส่งต่อ (0)

 

โอวาทครั้งสุดท้าย
โดยหลวงปู่มั่น ภูริทัตตมหาเถระ
***************************************************


     "ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว แผ่นดินนับวันแคบ มนุษย์แม้จะถึงตาย ก็
นับวันมากขึ้น นโยบายในทางโลกีย์ใดๆ ก็นับวันประชันขันแข่งกันขึ้น พวกเราจะปฏิบัติลําบาก
ในอนาคต เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม เป็นไร่เป็นนาจะไม่วิเวกวังเวง
     ศาสนาทางมิจฉาทิฐิ ก็นับวันจะแสดงปาฏิหาริย์ คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไปอย่างโคและ
กระบือ ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย
     ฉะนั้นพวกเราทั้งหลายจงรีบเร่งปฏิบัติธรรม ให้สมควรแก่แก่ธรรมดังไฟที่กําลังไหม้เรือน
จงรีบดับเร็วพลันเถิด ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร ทั้งโลกภายในหนังหุ้มอยู่โดยรอบ
ทั้งโลกภายนอกที่รวมเป็นสังขารโลก ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พิจารณา
ติดต่ออยู่ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด

ความคิดเห็น (0)
ส่งต่อ (0)

 

บทธรรมบรรยาย
ของ
พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ
(24 หัวข้อ)
-------------------------------------------------------


1 วิเวกธรรม
สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงวิเวกธรรมแก่เมตตคูมาณพดังต่อไปนี้
อุปธิกิเลสมีประเภท 10 ประการ คือ 1 ตัณหา 2 ทิฏฐิ 3 กิเลส 4 กรรม 5 ทุจริตความประพฤตชั่วด้วย กาย วาจา
และใจ 6 อาหาร 7 ปฏิฆะ 8 อุปาทินนกะ ธาตุสี่ 9 อายตนะหก 10 วิญญาณกายหก ทุกข์ทั้งหลายมีชาติทุกข์เป็น
ต้น ย่อมมีอุปธิกิเลสเหล่านี้เป็นเหตุ เป็นนิพพาน เป็นปัจจัย เมื่อบุคคลมารู้ทั่วถึง รู้แจ้งประจักษ์ชัดด้วยวิปัสสนา
ปัญญาว่า สังขารที่หลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา หรือมารู้ทั่วถึงว่า ยํ กิญจิ สมุทยธมมํ สพ
พนตํ นิโรธธมมํ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา ดังนี้แล้วเป็นผู้ตาม
เห็นซึ่งชาติว่าเป็นแดนเกิดแห่งวัฏฏทุกข์ และมาเห็นว่าอุปธิเป็นแดนเกิดแห่งชาติทุกข์เป็นต้นแล้ว ก็ไม่พึงทํา
อุปธิมีตัณหาเป็นต้น ให้เจริญขึ้นในสันดานเลย

ความคิดเห็น (0)
ส่งต่อ (0)

 

ของดีมีอยู่กับตัว
หลวงปู่มั่น ภูริทัตตมหาเถระ
นิตยสารธรรมจักษุ ปีที่ ๘๒ ฉบับที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๐


     ของดีมีอยู่กับตัวเรา ทุกคนก็พากันปฏิบัติเอา ทําเอา เมื่อเวลาตายแล้วจึงวุ่นวายหา
นิมนต์พระมากุสลามาติกา ไม่ใช่เกาถูกที่คัน ต้องรีบแก้เสียบัดนี้ คือ เร่งทําความดีแต่
บัดนี้ จะได้หายห่วงอะไร ๆ ที่เป็นสมบัติของโลก มิใช่สมบัติอันแท้จริงของเรา ตัวจริง
ไม่มีใครเหลียวแล สมบัติในโลกเราแสวงหามา หามาทุจริตก็เป็นไฟเผา เผาตัวทําให้ฉิบ
หายได้จริง ๆ ข้อนี้ขึ้นอยู่กับความฉลาดและความโง่เขลาของผู้แสวงหาแต่ละราย

ความคิดเห็น (0)
ส่งต่อ (0)

 

ขันธะวิมุติสะมังคีธรรมะ
โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 006401 - โดยคุณ : คนป่า


K_anatta@hotmail.com [ 15 ก.ย. 2545]
เนื้อความ :


     คําสอนนี้ คนป่าได้มาตอนที่ติดวิปัสสนูกิเลส ด้วยความเทิดทูนเหนือเกล้า
เหนือกระหม่อม จึงนํามาฝากเพื่อนลานธรรมให้อ่านแล้วทํา จะพ้นร้อยเปอร์เซ็นต์
     ขันธะวิมุติสะมังคีธรรมะนะมัตถุสุคะตัสสะ ปัญจะธรรมะขันธานิ
     ข้าพเจ้าขอนอบน้อมซึ่งพระสุคต บรมศาสดาสักยมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้า แลพระนว
โลกุตตรธรรม 9 ประการ แลอริยสงฆ์สาวก บัดนี้ข้าพเจ้าจักกล่าวซึ่งธรรมขันธ์
โดยสังเขปตามสติปัญญา ฯ
     ยังมีท่านหนึ่งรักตัวคิดกลัวทุกข์ อยากได้สุขพ้นภัยเที่ยวผายผัน เขาบอกว่าสุขมีที่
ไหนก็อยากไปแต่เที่ยวหมั่น ไปมาอยู่ช้านาน นิสัยท่านนั้นรักตัวกลัวตายมาก อยากจะ
พ้นแท้ ๆ เรื่องแก่ตาย วันหนึ่งท่านรู้จริงทิ้งสมุทัยพวกสังขาร ท่านก็ปะถ้ำสนุกสุขไม่
หายเปรียบเหมือนดังกายนี้เอง ชะโงกดูถ้ำสนุกทุกข์กลาย แสนสบายรู้ตัวเรื่องกลัวนั้น
เบา ทําเมิน (เมิน = มอง) ไปเมินมาอยู่หน้าเขา จะกลับไปป่าวร้องซึ่งพวกพ้องเล่า ก็
กลัวเขาเหมาว่าเป็นบ้าบอ สู้อยู่ผู้เดียวหาเรื่องเครื่องสงบ เป็นอันจบเรื่องคิดไม่
ติดต่อ ดีกว่าเที่ยวรุ่มร่ามทําสอพลอ เดี๋ยวถูกยอถูกติเป็นเรื่องเครื่องรําคาญฯ

ความคิดเห็น (0)
ส่งต่อ (0)

 

ความรัก
ตัดตอนมาจาก ปฏิปัตติวิภังค์ จากหนังสือ ธัมมานุธัมมปฏิบัติ
โดย พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถร
จัดพิมพ์โดย ชมรมพุทธศาสน์ การไฟฟ้าแห่งประเทศไทย


โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 006301 - โดยคุณ สี่ปอ [ 7 ก.ย. 2545]
เนื้อความ :
     หมายเหตุ ตัดตอนมาจาก ปฏิปัตติวิภังค์ จากหนังสือ ธัมมานุธัมมปฏิบัติ โดย
พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถร จัดพิมพ์โดย ชมรมพุทธศาสน์ การไฟฟ้าแห่งประเทศ
ไทย
     ถาม เมตตา กรุณา กับรัก นั้นเหมือนกันหรือต่างกัน
     ตอบ ต่างกันมาก อย่างละอริยสัจทีเดียว ความรักนั้นเป็นสมุทัย เมตตานั้นเป็น
มรรค

     ถาม เช่นรักบุตรหลาน ญาติมิตร คิดให้เป็นสุขและให้พ้นทุกข์หรือสงสารจะว่า
เป็นสมุทัยได้อย่างไร รู้สึกรสชาติของใจประกอบด้วยความเอ็นดูปราณี

ความคิดเห็น (0)
ส่งต่อ (0)